วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 26, 2009

มาร์คยอมถอย ไม่บุกเชียงใหม่ หลังเข้าพบป๋า


สาธิต วงศ์หนองเตย ทวีตให้ทราบว่า มาร์คอภิสิทธิ์ ตัดสินใจไม่ไปเชียงใหม่ ทำความเข้าใจกับทางหอการค้าเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เกิดบรรยากาศสมานฉันท์ ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะได้เข้าไปให้ป๋าเป่ากระหม่อมหรือเปล่าถึงได้ยินยอมง่ายดายอย่างนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ หัวเด็ดตีนขาดก็จะไปให้ได้

ครั้งนี้แปลกมากเหตุใดถึงได้ออกอาการกังวลมาก เป็นพิเศษสำหรับคนเสื้อแดงเชียงใหม่ ทั้งที่เคยไปเยือน ไปเหยียบมาแล้ว แต่รอบนี้กลับลังเล อย่างไรพิกลก็ไม่ทราบ หรือว่าได้ข่าวลึกข่าวลับสิ่งใดมา บรรดาฝ่ายความมั่นคงทั้งหลายถึงได้ ออกอาการร้อนรนผิดสังเกตุ

คนเสื้อแดง แห่งเชียงใหม่นั้น ฤทธิ์เดชขนาดไหนลองไปไล่เรียงดูข่าวสาร ที่ผ่านมาดู แต่ก็ไม่น่าถึงขนาด "เอาไม่อยู่" อย่างมากก็หัวซุกหัวซุน ชุลมุนกันเล็กน้อย ให้พอหน้าแตกเสียฟอร์มกันบ้างเท่านั้น หรือว่าเกรงจะมีเหตุแทรกซ้อนที่ไม่สามารถควบคุมได้

เท่าที่สแกนดูเวลานี้ศตรูของมาร์คอภิสิทธิ์ นอกจากจะมีฝ่ายเสื้อแดงแล้ว ก็ยังมีกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ ที่ซุ่มเงียบเชียบผิดสังเกตุ แต่ก็ไม่น่าจะมีอะไร หากจำลองสถานการณ์ว่าร้ายแรงจนถึงที่สุด ตำรวจ ทหาร พากันเข้าเกียร์ว่าง "ยืนชม" ก็ไม่น่าจะมีอะไรมากมายนัก แต่คงเป็นเพราะได้เข้าไปปรึกษาหารือเช็คสถานการณ์กับป๋าเรียบร้อยแล้ว ได้รับการแนะนำว่า "อยู่บ้านเุถอะลูก" เสียมากกว่า

เพราะที่ผ่านมานอกจากจะไม่ได้อย่างใจแล้ว ยังเสือกสร้างปัญหาตามมามากมายไล่เคลียร์กันไม่จบสิ้น ฝีมือการบริหารประเทศก็ "หมาไม่แดก" เก่งแต่ใช้ปากเชือดเฉือนชาวบ้าน ทำงานอะไรก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย ดูจากบุคลิกทีแรก นึกว่าจะช่วยบรรเทาความขัดแย้งรุนแรงของเสื้อแดง กลับมีบุคลิกลักษณะเย้ยหยันถากถาง ฝ่ายตรงข้ามทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ยิ่งกว่ายุคสุรยุทธ์ จุลานนท์หลายร้อยเท่า แถมยังตั้งสารพัดโฆษกมาสร้างความร้าวฉานให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก

ข้อด้อยเหล่านี้หากถูกชดเชยด้วยฝีมือการบริหารประเทศที่ยอดเยี่ยมแล้วละก็ ถือเป็นโอกาสทองของประชาธิปัตย์เลยทีเดียว นี่ทั้งบริหารประเทศก็โง่แสนโง่ ปากก็แกว่งหาศตรูไปเรื่อย ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน สร้างความร้าวฉานกันไปทั่ว สร้างความผิดหวังให้กับขาเชียร์เป็นอย่างยิ่ง ชีวิตการเป็นรัฐบาลมันถึงได้สั้นอย่างนี้ พอได้แล้วอภิสิทธิ์ ฉิบหายกันมาพอแล้ว

วันพุธ, พฤศจิกายน 25, 2009

น่าสมเพช พวกสมองนิ่มที่กล่าวหาว่า "สมัคร" โดนหักหลัง

สมองหมาปัญญาควายกันเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง พยายามจะหาทางใส่ร้ายป้ายสีให้ ดร.ทักษิณ กลายเป็นผู้ร้ายหนังไทยน้ำเน่าที่โคตรเหง้ามันชื่นชอบเสียให้ได้ เลยทีเดียว บทความหลายๆบทความฉวยโอกาสจังหวะที่สังคมกำลังโศกเศร้ากับการจากไปของ สมัคร สุนทรเวช จึงหยิบฉวยประเด็น ความวุ่นวายในการ Vote เลือกนายกฯมายำใส่สีตีไข่ หลังจากที่ สมัคร ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมหัศจรรย์ ให้เขาพ้นจากตำแหน่งไปสืบเนื่องมาจากการไปทำกับข้าวโชว์ทีวี เล่นเอามึนงงไปทั้งจักรวาล

ระหว่างนั้นก็มีการวิ่งล็อบบี้กันหลายฝ่ายโดยฝ่ายที่ "ไม่เอาสมัคร" ได้แก่กลุ่ม ส.ส.ภาคเหนือ(ยงยุทธ) วาดะฮ์ อีสานพัฒนา(ความหวังใหม่) กทม.(สุดารัตน์) มีปริมาณราว 120 เสียง ฝ่ายที่ "เอาสมัคร" ได้แก่กลุ่มเนวิน กลุ่มนครปฐม กลุ่มสันติ พร้อมพัฒน์ กลุ่มภาคเหนือบางส่วน มีปริมาณราว 100 เสียง โดยมีตัวแปรสำคัญคือพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย ที่มีทีท่า ไม่เอาสมัครด้วยเช่นกัน นายบรรหารนี่ขอสงวนท่าที นายเสนาะนี่ถึงกับออกปากเลยว่า NO

หลังจากนั้นสภาฯนัดประชุม Vote เลือกนายกฯในวันที่ 12 กันยายน เกิดการล็อบบี้กันอย่างหนัก ในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลและบางซีกในพรรคพลังประชาชนเอง ในที่สุดก็สภาล่มเนื่องจากไม่ครบองค์ประชุม นัด Vote กันใหม่ในวันที่ 17 กันยายน กลุ่มเนวินซึ่งพยายามสร้างสถานการณ์หวังที่จะชิ่งออกจากพรรค ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล ตามที่ได้ไปแอบเจรจาตกลงเอาไว้อย่างลับๆกับสุเทพเทือกฯ ความขัดแย้งในเรื่องนี้ถือเป็นข้ออ้างที่ดีอย่างหนึ่งในการแยกตัวออกจากพรรค

สื่อฯบางสำนักเปิดเผยเบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนั้นเอาไว้ว่า เป็นเหตุอันเนื่องมาจากได้มีบิ๊กทหาร พล.อ.อนุพงษ์ ได้โทร.สายตรงถึงลอนดอน คุยกับดร.ทักษิณเอง เพื่อขอให้ถอนชื่อนายสมัครออก เพื่อระงับสถานการณ์อันไม่พึงประสงค์ในขณะนั้น ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการพลิกโผเปลี่ยนจากนายสมัครไปที่นายสมชายด้วยประการละฉะนี้

และนายสมัครเองก็รับทราบเข้าใจสถานการณ์ดี ระดับซือแป๋อย่างนี้แล้ว มีหรือจะถูกหลอกให้ไปสภาฯแล้วไปหักหน้ากลางอากาศอย่างที่สื่อทรราชบางสำนักพยายามแต่งเติมเสริมต่อ แกทราบล่วงหน้าแล้ว และเดินทางไปสภาในวันที่ 17 ก็เพื่อแสดงสปิริต แถมสื่อฯยังนิยายว่าเดินขึ้นรถกลับบ้านอย่างเดียวดาย ก็ข่าวออกชัดเจนว่ามี หมอเลี๊ยบและส.ส.อีกกลุ่มใหญ่ไปส่งถึงรถยนต์

แถมด้วยจินตนาการเพ้อเจ้อไปอีกว่า แกถึงกับล้มป่วยเพราะช้ำใจที่ถูกหลอก สื่อฯก็ได้รายงานมาแล้วว่า "วงใน" ทราบกันดีนานแล้วก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ว่าแกป่วยด้วยโรคมะเร็ง เพราะฉะนั้นประเด็นนี้จึง "ตอแหล" อย่างยิ่ง

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากปั้นเรื่อง บิดเบือน แต่งเติมเสริมต่อ โดยอาศัยการเสียชีวิตของนายสมัครเป็นเครื่องมือในการใส่ร้ายป้ายสี ดร.ทักษิณ ให้ดูเป็นเหมือนคนเนรคุณ ทรยศหักหลังอะไรประมาณนั้น

อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ กับนักการเมืองไทยผู้อาภัพ อะไรก็ตามที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ผิดธรรมชาติ ทุกสรรพสิ่งล้วนเนรมิตขึ้นมาได้ด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฎิหารย์อยู่เบื้องหลังเสมอๆ


วันอังคาร, พฤศจิกายน 24, 2009

มีวิธีอื่นอีกเยอะแยะ ถ้าหากดร.ทักษิณจะใช้ความรุนแรง

เห็นบรรดาสื่อฯ รวมทั้งนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามดาหน้ากันออกมาวิเคราะห์เจาะลึก เชิงกล่าวหาว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช. มีแผนลึกล้ำ ในทำนองที่ว่าจะก่อความรุนแรงให้เกิดขึ้นในบ้านในเมือง เพื่อนำพาไปสู่การรัฐประหาร ยึดอำนาจ หวังผลไปที่คดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาทอะไรไปโน่น

ไล่เรียงมาตั้งแต่หัวโจกฝ่ายความมั่นคง สุเทพ เทือกฯ ที่ออกมาปูดข่าวว่าจะมีการขนคนต่างด้าวเข้าร่วมชุมนุม มาร์คก็ไม่ได้ฟังอีร้าค่าอีรม ออกมาสำทับในทำนองว่า ไม่ควรทำแบบนั้นแบบนี้ เห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมืองอะไรไปกันใหญ่ ส่วนคุณบรรณวิทย์ เก่งเรียนนี่ยิ่งจินตนาการไปกันใหญ่โตถึงขนาดกล่าวหาว่า มีการเชื่อมโยงกับกลุ่ม ทปท.เขตงานเก่าในปักษ์ใต้ พุ่งเป้ากระทบชิ่งไปที่ สุรชัย แซ่ด่านแบบเต็มๆ หาว่ามีการจ้างวานกันให้ขึ้นมาก่อเหตุสร้างความวุ่นวาย

อันที่จริงแล้ว หากว่า ดร.ทักษิณ จะใช้วิธีการรุนแรง สกปรกเล่นใต้ดินกัน ก็คงไม่ต้องทำอะไรให้มันสับสนวุ่นวาย เรื่องมากกันขนาดนี้ ไหนจะ Twitter ไหนจะ FaceBook แุถมมีจัดรายการวิทยุออนไลน์อะไรกันอีก แถมยังต้องปลุกระดมให้กลุ่มนปช.เสื้อแดงออกมาชุมนุมกันเยอะแยะ แล้วจะต้องมานั่งสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย และหากจินตนาการต่อไปว่า เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นมาอย่างที่พวกเขาสร้าง Story กันขึ้นมา หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำให้เขากลับมาอยู่เมืองไทย ได้อย่างปกติสุขแต่ประการใด คงต้องถูกฝ่ายตรงข้ามตามล้าง ตามล่ากันต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด หรือไม่ก็เกิดสงครามกลางเมืองรบราฆ่าฟันกันอย่างขนานใหญ่

ถ้าเขาจะใช้วิธี สกปรกมดเท็จอย่างที่กล่าวหากันล่ะก็ เพียงแค่สั่งการให้ไปก่อวินาศกรรมตามจุดสำคัญๆในเขตเศรษฐกิจ จุดเปราะบางใจกลางกรุงฯ เพียงแค่นี้ ก็ส่งผลสะเทือนเลื่อนลั่นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ใครที่คิดจะเชื่อว่า ดร.ทักษิณ เป็นยักษ์เป็นมาร เป็นอะไรที่เลวร้ายอย่างที่สุด ก็โปรดคำนึงถึงประเด็นเหล่านี้ด้วย เขาก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดาๆ เขาต้องการเพียงเงินของเขาที่ถูกยึดไว้ และความยุติธรรมที่เขาไม่ได้รับตลอดระยะเวลานับแต่หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คืนมาก็เท่านั้น